จ้างคนมานั่งทำงานที่ออฟฟิศวันจันทร์ถึงศุกร์ มีโต๊ะให้ มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ แต่ตอนเซ็นสัญญาขอทำเป็น "สัญญารับจ้างทำของ/ฟรีแลนซ์" แล้วหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% แทน เพื่อหวังหนีการจ่ายเงินสมทบประกันสังคม 5%... หากเจ้าของธุรกิจ SME หรือ HR คนไหนกำลังใช้วิธีนี้เพื่อประหยัดสวัสดิการอยู่ ขอเตือนเลยว่าคุณกำลังกอดระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่พร้อมจะสร้างความเสียหายหลักแสนให้กับบริษัท!
กฎหมายแรงงานดูที่ "พฤติการณ์" ไม่ใช่ "ชื่อสัญญา" หลายคนมักเข้าใจผิดว่า แค่ตั้งชื่อหัวเอกสารว่า "สัญญาจ้างทำของ" ก็ถือว่าคนทำงานเป็นฟรีแลนซ์แล้ว แต่ในความเป็นจริง ศาลแรงงานและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะพิจารณาจาก "พฤติการณ์ในการทำงาน" เป็นหลัก

หากเปรียบเทียบกัน "สัญญาจ้างทำของ" (ฟรีแลนซ์) จะมุ่งเน้นที่ผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ และจะจ่ายเงินเมื่อผลงานสำเร็จ แต่ถ้าหากการจ้างงานของคุณมีพฤติการณ์ดังนี้:
- มีการบังคับเวลาเข้า-ออกงานที่ชัดเจน
- นายจ้างมีอำนาจในการสั่งการ บังคับบัญชา หรือมีสิทธิลงโทษทางวินัยหากทำผิด
- มีการจ่ายเงินค่าตอบแทนเป็นประจำเท่าๆ กันทุกเดือน (จ่ายตลอดเวลาที่ทำงาน)
หากเข้าข่ายลักษณะนี้ กฎหมายคุ้มครองแรงงานจะถือว่าบุคคลนั้นคือ "ลูกจ้าง" ทันที เพราะนิยามของลูกจ้างคือ ผู้ที่ตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้าง "ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรก็ตาม"
ความเสี่ยงและบทลงโทษที่นายจ้างต้องเจอ
เมื่อความจริงปรากฏว่าฟรีแลนซ์ทิพย์ของคุณคือพนักงานประจำ บริษัทจะต้องเผชิญกับบทลงโทษที่แพงกว่าเงินที่ประหยัดไปหลายเท่าตัว ได้แก่:
- โดนประกันสังคมเรียกเก็บย้อนหลัง: ตามกฎหมาย กิจการที่มีลูกจ้างจะต้องขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบให้ผู้ประกันตน (มาตรา 33) หากหลีกเลี่ยง นายจ้างจะต้องรับผิดชอบชำระเงินสมทบย้อนหลัง และยังต้องจ่าย "เงินเพิ่ม" (ค่าปรับ) อีกในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของจำนวนเงินสมทบที่ยังไม่ได้นำส่งนับแต่วันที่ครบกำหนด
- ศาลแรงงานฟ้องร้อง (กรณีเลิกจ้าง): หากวันหนึ่งคุณเลิกจ้างบุคคลนี้ เขาจะมีสิทธิไปร้องเรียนหรือฟ้องศาลแรงงานเรียกร้องสิทธิต่างๆ ในฐานะลูกจ้างได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น "ค่าชดเชย" ตามอายุงาน (ตามมาตรา 118 ซึ่งอาจสูงถึง 300 วันหากทำงานเกิน 10 ปี) รวมถึงสิทธิเรียกร้องค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) และอาจถูกฟ้องร้องเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้อีกด้วย

ทางออกที่ถูกต้อง
เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างสบายใจและถูกต้องตามกฎหมาย ขอแนะนำแนวทางดังนี้:
- หากเน้น "ผลสำเร็จของงาน": ไม่สนใจเวลาเข้าทำงาน ไม่ต้องมานั่งออฟฟิศ และไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบของบริษัท ให้ทำเป็น "สัญญาจ้างทำของ" (ฟรีแลนซ์) ให้ชัดเจนตั้งแต่แรก
- หากต้องคุมเวลาและสั่งการได้: ต้องจับเข้าเป็นพนักงานประจำ และมีหน้าที่ยื่นจดทะเบียนเข้าสู่ระบบประกันสังคม (มาตรา 33) ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานให้ถูกต้อง
การทำธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการสร้างฐานรากที่มั่นคงและถูกต้องตามกฎหมาย อย่าพยายามประหยัดสวัสดิการหรือค่าประกันสังคมเพียงหลักร้อยหลักพันต่อเดือน เพื่อไปแลกกับความเสี่ยงที่จะต้องจ่ายค่าปรับ เงินเพิ่ม และค่าฟ้องร้องหลักแสนในภายหลัง เพราะมันไม่คุ้มค่ากันเลย
