สร้างแบรนด์ทั้งที สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือต้องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (Trademark) เพื่อกันคนก๊อปปี้! แต่กว่าจะได้มาซึ่งสิทธิคุ้มครอง เจ้าของธุรกิจ SME อาจต้องจ่ายทั้งค่าจ้างออกแบบโลโก้ ค่าที่ปรึกษากฎหมาย และค่าธรรมเนียมให้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา รวมๆ แล้วอาจเป็นหลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน คำถามที่ตามมาคือ "เราสามารถเอาค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้มาหักภาษีบริษัทในปีนี้เลยได้ไหม?"
คำตอบทางบัญชีคือ: "หักตู้มเดียวในปีเดียวไม่ได้!"
อธิบายหลักการบัญชี: ทำไมถึงหักทันทีไม่ได้?
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38 เครื่องหมายการค้าถือเป็นทรัพยากรที่สามารถระบุได้แต่ไม่มีลักษณะทางกายภาพ ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของ "สินทรัพย์ไม่มีตัวตน" (Intangible Assets) สาเหตุที่ไม่สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ทันทีทั้งหมด เป็นเพราะเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว จะให้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าให้กับบริษัทในระยะยาวเกินกว่า 1 ปี โดยมีอายุความคุ้มครองตามกฎหมายถึง 10 ปี

วิธีลงบัญชีที่ถูกต้อง (การตัดจำหน่าย / Amortization)
การลงบัญชีสำหรับสินทรัพย์ประเภทนี้ กิจการจะต้องใช้วิธีการที่เรียกว่า "การตัดจำหน่าย" (Amortization) โดยมีหลักการดังนี้:
- รวมต้นทุนทั้งหมด: กิจการต้องวัดมูลค่าเมื่อเริ่มแรกด้วยราคาทุน ซึ่งประกอบด้วยค่าจ้างออกแบบ โลโก้ ค่าที่ปรึกษากฎหมายวิชาชีพ และค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิทางกฎหมาย
- หารเฉลี่ยตามอายุการใช้งาน: เมื่อรวมต้นทุนได้แล้ว กิจการจะต้องปันส่วนต้นทุนเหล่านี้เพื่อทยอยตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบตลอดอายุการให้ประโยชน์ เนื่องจากเครื่องหมายการค้ามีอายุความคุ้มครอง 10 ปี ในทางปฏิบัติกฎหมายจึงให้ทยอยหักค่าสึกหรอหรือตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายได้ปีละไม่เกิน 10% หรือหารเฉลี่ยตัดจำหน่ายตลอดอายุการคุ้มครอง 10 ปีนั่นเอง
ข้อยกเว้น! ค่าใช้จ่ายอะไรที่ตัดทิ้งเป็นรายจ่ายได้เลย?
แม้ต้นทุนหลักในการจดทะเบียนจะต้องทยอยตัดจำหน่าย แต่ก็มีบางกรณีที่อนุญาตให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ทันที เช่น:
- ค่าธรรมเนียมการต่ออายุเครื่องหมายการค้าเล็กๆ น้อยๆ หรือค่าปรับกรณีต่ออายุล่าช้า
- กรณีที่ยื่นขอจดทะเบียนไปแล้วแต่ "ไม่ผ่านการพิจารณา" (ถูกนายทะเบียนปฏิเสธและไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อ) เมื่อไม่เกิดเป็นสินทรัพย์ที่ให้ประโยชน์ในอนาคต บริษัทสามารถตัดต้นทุนส่วนนั้นทิ้งเป็นค่าใช้จ่ายในปีที่ทราบผลได้เลย

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าถือเป็นการลงทุนเพื่อปกป้องมูลค่าแบรนด์ในระยะยาว สิ่งสำคัญคือ อย่าลืมเก็บรวบรวมเอกสาร ใบเสร็จรับเงินจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา และสัญญาจ้างนักออกแบบหรือทนายความให้ครบถ้วน เพื่อส่งต่อให้นักบัญชีสามารถบันทึกรับรู้เป็นสินทรัพย์และคำนวณการตัดจำหน่ายได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้ SME บริหารจัดการงบประมาณและวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดครับ
