ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
กลับไปยังบทความทั้งหมด
ฟรีแลนซ์รายได้ทะลุ 1.8 ล้านปีนี้: จด VAT หรือ เปิดบริษัทจดทะเบียน แบบไหนประหยัดภาษีและคุ้มค่ากว่ากัน?
เคล็ดลับ

ฟรีแลนซ์รายได้ทะลุ 1.8 ล้านปีนี้: จด VAT หรือ เปิดบริษัทจดทะเบียน แบบไหนประหยัดภาษีและคุ้มค่ากว่ากัน?

ฟรีแลนซ์ แม่ค้าออนไลน์ รายได้ทะลุ 1.8 ล้านต่อปี ต้องจด VAT ไหม? เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียระหว่างเป็นบุคคลธรรมดาจด VAT กับการจดทะเบียนบริษัท

5 นาที
แชร์บทความ

เมื่อชาวฟรีแลนซ์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือแม่ค้าออนไลน์ ทำธุรกิจจนเติบโตและมียอดขายรวมตลอดทั้งปีทะลุ 1,800,000 บาท สิ่งที่คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ กฎหมายบังคับให้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ยอดขายเกิน จุดนี้เองนำมาสู่คำถามยอดฮิตว่า เราควรไปต่อในนาม "บุคคลธรรมดาจด VAT" หรือเปลี่ยนรูปแบบไป "จดทะเบียนบริษัท" แบบไหนจะประหยัดและคุ้มค่ากว่ากัน?

ทำความเข้าใจระบบ VAT เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท

ก่อนจะตัดสินใจเลือกรูปแบบธุรกิจ ต้องเข้าใจก่อนว่าเมื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว คุณจะมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% จากลูกค้า ซึ่งเรียกว่า "ภาษีขาย" และสามารถนำมาหักลบกับ "ภาษีซื้อ" หรือ VAT 7% ที่คุณได้จ่ายไปตอนซื้อสินค้าหรือบริการเข้ามาประกอบกิจการ โดยมีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานภาษีและนำส่งให้กรมสรรพากรผ่านการยื่นแบบ "ภ.พ.30" เป็นประจำทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ไม่ว่าเดือนนั้นจะมีภาษีต้องนำส่งหรือไม่ก็ตาม

VAT.jpg

ทางเลือกที่ 1: บุคคลธรรมดา + จด VAT

  • ข้อดี: การบริหารจัดการยังคงมีความคล่องตัวสูง ทำได้ง่ายด้วยตัวเอง และไม่มีต้นทุนค่าทำบัญชีรายเดือนหรือค่าผู้สอบบัญชีที่สูงเหมือนกับการจดบริษัท
  • ข้อเสีย: คุณยังคงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราก้าวหน้า ซึ่งมีอัตราสูงสุดถึง 35% นอกจากนี้ หากคุณเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายในอัตรา 60% ของยอดขาย อาจจะทำให้เสียเปรียบหากต้นทุนที่แท้จริงของคุณสูงกว่านั้น รวมไปถึงมีหน้าที่ต้องยื่นภาษีถึง 2 ครั้งต่อปี คือ ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด. 94) และภาษีประจำปี

ทางเลือกที่ 2: นิติบุคคล (บริษัท) + จด VAT

  • ข้อดี: การจดบริษัทช่วยให้คุณเสียภาษีในอัตราที่ถูกลง โดยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลทั่วไปจะอยู่ที่ 20% และหากเข้าเงื่อนไขธุรกิจ SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) จะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่คุ้มค่ามาก คือ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษี และกำไรสุทธิ 300,001 - 3,000,000 บาท เสียภาษีในอัตราเพียง 15% เท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถนำบิลค่าใช้จ่ายต่างๆ มาหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทตามจริงได้อย่างเต็มที่
  • ข้อเสีย: มีต้นทุนในการบริหารจัดการเพิ่มขึ้น เช่น ค่าจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ค่าจ้างสำนักงานบัญชีรายเดือน และค่าตอบแทนผู้สอบบัญชีประจำปี รวมถึงมีความเข้มงวดในการเบิกจ่ายเงินสดที่ต้องมีเอกสารหลักฐานมารองรับอย่างเป็นระบบ

โดยสรุปแล้ว หากธุรกิจของคุณมีกำไรค่อนข้างสูงและมีแผนที่จะขยายธุรกิจในระยะยาว การเปิดบริษัทจดทะเบียนจะช่วยให้คุณประหยัดภาษีได้มากกว่าและคุ้มค่ากว่าอย่างชัดเจน แต่หากคุณยังต้องการความคล่องตัว มีกำไรเบื้องต้นยังไม่สูงมาก และต้องการประหยัดต้นทุนค่าทำบัญชีในช่วงแรก การทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาจด VAT ก็อาจเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่า

E-commerce success.jpg

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ หากยอดขายของคุณทะลุ 1.8 ล้านบาทแล้ว ขอให้รีบดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทันทีภายใน 30 วัน เพื่อป้องกันปัญหาการถูกเรียกเก็บภาษีและเบี้ยปรับย้อนหลังซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อธุรกิจของคุณได้

ลองใช้ ACCOS แยกข้อมูลเอกสารด้วย AI

อัปโหลดใบเสร็จหรือใบแจ้งหนี้ แล้ว AI จะแยกข้อมูลให้อัตโนมัติ ฟรี 100 โทเคนแรก ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มต้นใช้งานฟรี

ทำงานนี้ให้อัตโนมัติด้วย ACCOS

ให้ AI ช่วยแยกข้อมูลเอกสารบัญชีของคุณ

ACCOS อ่านใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ใบกำกับภาษีอัตโนมัติ — แม่นยำสูงกว่า 95% รองรับภาษาไทย

ดูฟีเจอร์นี้

แชร์บทความ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไขข้อข้องใจ ภ.ง.ด. 1, 3 และ 53 ต่างกันอย่างไร? มือใหม่ต้องรู้!

ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ต่างกันอย่างไร? เจาะลึกภาษีหัก ณ ที่จ่าย พร้อมวิธีเลือกแบบให้ถูกต้อง อัตราการหักภาษี และข้อควรระวังสำหรับมือใหม่

Commission ต้องเสียภาษีไหม? พนักงาน ฟรีแลนซ์และนิติบุคคลต่างกันอย่างไร?

Commission ต้องเสียภาษีไหม? เจาะหลักภาษีค่าคอมมิชชั่นของพนักงาน ฟรีแลนซ์ นายหน้า และนิติบุคคล พร้อมอธิบายการหักภาษี ณ ที่จ่าย และการยื่นภาษีที่ควรรู้

OT และ Incentive ต้องเสียภาษีไหม? คนทำงานควรรู้อะไรบ้าง

OT และ Incentive ต้องเสียภาษีไหม? ทำความเข้าใจการคำนวณภาษีของมนุษย์เงินเดือน เงินได้มาตรา 40(1) การหัก ณ ที่จ่าย และเอกสารที่ต้องใช้ยื่นภาษี

Line