ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
กลับไปยังบทความทั้งหมด
5 รายจ่ายต้องห้ามยอดฮิต ที่ SME เผลอเอามาตักตุน แต่สรรพากรไม่ให้หัก
เคล็ดลับ

5 รายจ่ายต้องห้ามยอดฮิต ที่ SME เผลอเอามาตักตุน แต่สรรพากรไม่ให้หัก

กำไรทางบัญชีไม่เท่ากับกำไรทางภาษี! ระวัง 5 รายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ที่ SME ชอบเผลอลงบัญชี ทั้งค่ารับรองเกินลิมิต บิลไม่มีชื่อ และเรื่องรถยนต์

5 นาที
แชร์บทความ

หลายครั้งที่เจ้าของธุรกิจ SME มักจะมีคำถามกับนักบัญชีว่า "ทำไมกำไรในงบการเงินถึงไม่เท่ากับกำไรที่ใช้เสียภาษี?" คำตอบของเรื่องนี้อยู่ที่กฎหมายของกรมสรรพากรที่เรียกว่า "รายจ่ายต้องห้าม (Non-Deductible Expenses)" ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

ในทางบัญชี หากบริษัทจ่ายเงินออกไปจริงก็สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ แต่ในทางภาษี กรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า รายจ่ายบางประเภท "ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ" ทำให้นักบัญชีต้องทำการ "บวกกลับ (Add-back)" รายจ่ายเหล่านี้ในแบบแสดงรายการภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) และปลายปี (ภ.ง.ด.50) ซึ่งในมุมมองของมาตรฐานการบัญชี TAS 12 เราจะเรียกสิ่งนี้ว่า "ผลแตกต่างถาวร (Permanent Differences)" ระหว่างกำไรทางบัญชีและกำไรทางภาษี

เพื่อไม่ให้งบการเงินตอนสิ้นปีบานปลาย เรามาตีแผ่ 5 รายจ่ายต้องห้ามยอดฮิตที่ SME มักเผลอเอามาบันทึกบัญชีกันครับ

ตีแผ่ 5 รายจ่ายต้องห้ามที่เจอบ่อยที่สุด

  1. รายจ่ายส่วนตัวของเจ้าของ (Personal Expenses) ตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) ระบุชัดเจนว่า รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือรายจ่ายที่มิใช่เพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม
    • ตัวอย่างที่เจอบ่อย: ค่าน้ำมันรถยนต์ส่วนตัวที่ไม่ได้ใช้ในกิจการ, ค่าเทอมลูก, ค่าใช้จ่ายในบ้านของกรรมการ หรือการซื้อของใช้ส่วนตัวแล้วนำบิลมาเบิกบริษัท หากเจ้าพนักงานตรวจพบ รายจ่ายเหล่านี้จะถูกปัดตกทันที
  2. ค่ารับรองลูกค้าที่เกินโควตากฎหมาย (Over-limit Entertainment) การพาลูกค้าไปเลี้ยงข้าวหรือตีกอล์ฟเพื่อมารยาททางธุรกิจถือเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขมาตรา 65 ตรี (4) และกฎกระทรวงฉบับที่ 143
    • ข้อระวัง: กฎหมายจำกัดเพดานค่ารับรองไว้ว่า ต้องไม่เกิน 0.3% ของรายได้รวมหรือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว (แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า) และสูงสุดต้องไม่เกิน 10 ล้านบาท นอกจากนี้ ค่าสิ่งของที่ให้แก่บุคคลที่ได้รับการรับรองในแต่ละคราว ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน หากจ่ายเกินกว่านี้ ส่วนที่เกินจะกลายเป็น "ผลแตกต่างถาวร" และเป็นรายจ่ายต้องห้ามทันที
  3. รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จ หรือระบุชื่อผู้รับเงินไม่ได้ (Unverifiable Recipient) มุมมองจากสมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากรเน้นย้ำเสมอว่า รายจ่ายของบริษัทต้องมีหลักฐานพิสูจน์ตัวผู้รับได้ ตามมาตรา 65 ตรี (18) กำหนดไว้ว่า "รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ" ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม
    • ตัวอย่างที่เจอบ่อย: บิลเงินสดแบบเขียนมือที่ซื้อตามร้านเครื่องเขียนโดยไม่มีการประทับตราร้าน หรือการจ่ายเงินสดย่อยที่พนักงานทำใบเสร็จหาย ทำให้ไม่สามารถระบุได้ว่าจ่ายให้ใคร หากไม่มีใบสำคัญรับเงินและสำเนาบัตรประชาชนผู้รับมาแนบ รายจ่ายก้อนนั้นก็เคลมภาษีไม่ได้
  4. เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีของบริษัทเอง (Fines, Surcharges & VAT) มาตรา 65 ตรี (6) และ (6 ทวิ) ไม่ยอมรับให้ค่าปรับหรือภาษีบางประเภทเป็นรายจ่ายของกิจการ
    • ตัวอย่างที่เจอบ่อย: หากบริษัทจ่ายภาษีล่าช้าจนโดนสรรพากรเรียกเก็บ "เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม" หรือโดนค่าปรับทางอาญาต่างๆ รวมถึงค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทเอง และภาษีซื้อต้องห้ามบางกรณี รายการเหล่านี้ห้ามนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายเด็ดขาด
  5. ค่าเสื่อมราคารถยนต์นั่งส่วนบุคคลในส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท (Excess Car Depreciation) สำหรับ SME ที่ชอบถอยรถหรู (รถยนต์นั่งไม่เกิน 10 คน) ในนามนิติบุคคล กฎหมายอนุญาตให้นำมาคิดค่าเสื่อมราคาจากมูลค่าต้นทุนได้ "สูงสุดเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น"
    • ตัวอย่างที่เจอบ่อย: หากคุณซื้อรถเบนซ์ราคา 3 ล้านบาท ในทางบัญชีคุณจะคิดค่าเสื่อมราคาจากฐาน 3 ล้านบาท แต่ในทางภาษี สรรพากรให้คุณคิดค่าเสื่อมจากฐานแค่ 1 ล้านบาท ทำให้ค่าเสื่อมราคาส่วนที่เกินมา (คิดจากฐาน 2 ล้านบาท) กลายเป็นผลแตกต่างถาวร และถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามในหมวดนี้

deduct2.png

วิธีจัดการ: แยกหมวดหมู่ตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ให้งบสิ้นปีบานปลาย หลักการสำคัญในการรับมือกับรายจ่ายต้องห้าม คือการตั้งคำถามกับบิลทุกใบตั้งแต่ตอนที่จ่ายเงินว่า "รายจ่ายนี้เป็นไปเพื่อกิจการจริงหรือไม่?" และ "มีหลักฐานพิสูจน์ผู้รับชัดเจนไหม?"

เพื่อให้การแยกหมวดหมู่บัญชีและภาษีเป็นเรื่องง่ายตั้งแต่ต้นน้ำ ลองเปลี่ยนมาใช้ ACCOS AI OCR ที่จะเข้ามาช่วยสแกนบิลและใบเสร็จของคุณทันทีที่ได้รับ หาก AI ตรวจพบว่าบิลใบไหนไม่มีชื่อร้านค้า หรือมีแนวโน้มเป็นรายจ่ายต้องห้าม (เช่น บิลค่ารับรองหรือบิลที่ไม่มีเลขผู้เสียภาษี) ระบบจะช่วยจัดหมวดหมู่และแจ้งเตือนนักบัญชีให้รู้ล่วงหน้า ช่วยแยกระหว่างรายจ่ายทางบัญชีและภาษีให้ถูกต้องโดยอัตโนมัติ ทำให้การปรับปรุงบวกกลับงบการเงินตอนสิ้นปีไม่ใช่ฝันร้ายอีกต่อไป

deduct3.png

👉 จบปัญหาบิลเงินสดย่อยหายและลดภาระการคีย์บัญชีด้วยมือ! เริ่มต้นใช้งานระบบ AI OCR จาก ACCOS วันนี้ เพื่อยกระดับการควบคุมภายในให้เป๊ะทุกรายการ และคืนเวลาอันมีค่าให้กับทีมบัญชีของคุณ นัดสาธิตการใช้งานฟรี! ได้แล้วที่นี่

ลองใช้ ACCOS แยกข้อมูลเอกสารด้วย AI

อัปโหลดใบเสร็จหรือใบแจ้งหนี้ แล้ว AI จะแยกข้อมูลให้อัตโนมัติ ฟรี 100 โทเคนแรก ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มต้นใช้งานฟรี

ทำงานนี้ให้อัตโนมัติด้วย ACCOS

ให้ AI ช่วยแยกข้อมูลเอกสารบัญชีของคุณ

ACCOS อ่านใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ใบกำกับภาษีอัตโนมัติ — แม่นยำสูงกว่า 95% รองรับภาษาไทย

ดูฟีเจอร์นี้

แชร์บทความ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไขข้อข้องใจ ภ.ง.ด. 1, 3 และ 53 ต่างกันอย่างไร? มือใหม่ต้องรู้!

ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ต่างกันอย่างไร? เจาะลึกภาษีหัก ณ ที่จ่าย พร้อมวิธีเลือกแบบให้ถูกต้อง อัตราการหักภาษี และข้อควรระวังสำหรับมือใหม่

Commission ต้องเสียภาษีไหม? พนักงาน ฟรีแลนซ์และนิติบุคคลต่างกันอย่างไร?

Commission ต้องเสียภาษีไหม? เจาะหลักภาษีค่าคอมมิชชั่นของพนักงาน ฟรีแลนซ์ นายหน้า และนิติบุคคล พร้อมอธิบายการหักภาษี ณ ที่จ่าย และการยื่นภาษีที่ควรรู้

OT และ Incentive ต้องเสียภาษีไหม? คนทำงานควรรู้อะไรบ้าง

OT และ Incentive ต้องเสียภาษีไหม? ทำความเข้าใจการคำนวณภาษีของมนุษย์เงินเดือน เงินได้มาตรา 40(1) การหัก ณ ที่จ่าย และเอกสารที่ต้องใช้ยื่นภาษี

Line