เทรนด์บริษัทหรือนิติบุคคลที่หันมาถือครอง Bitcoin เริ่มมาแรงในไทย แต่ก่อนที่เจ้าของกิจการจะกดโอนเงินบริษัทไปเข้ากระดานเทรด คุณได้ถามนักบัญชีหรือยังว่าต้องลงบัญชีแบบไหน? บทความนี้จะให้ความรู้พื้นฐานที่ถูกต้องแก่บริษัทที่ต้องการนำเงินทุนไปพักในสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อป้องกันการทำผิดกฎหมายภาษีครับ
คริปโตฯ ถือเป็นอะไรในทางบัญชี?
ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน คริปโตเคอร์เรนซีไม่สามารถจัดประเภทเป็น "เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด" ได้ แต่กิจการจะต้องจัดประเภทและรับรู้รายการคริปโตฯ เป็น "สินทรัพย์ไม่มีตัวตน" (Intangible Assets) หากถือครองไว้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นหรือเพื่อการลงทุนระยะยาว หรือในทางกลับกัน หากบริษัทประกอบธุรกิจซื้อขายคริปโตฯ เป็นหลักตามปกติของกิจการ จะต้องบันทึกเป็น "สินค้าคงเหลือ" (Inventory) และวัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า
การบันทึกกำไร/ขาดทุน (Capital Gain/Loss)
- กำไรจากการขาย (Realized Gain): หากบริษัทขายหรือโอนคริปโตฯ แล้วมีกำไร (เฉพาะส่วนที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน) กำไรที่เกิดขึ้นจะต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในตอนสิ้นปี
- ขาดทุนจากการขาย (Realized Loss): สำหรับนิติบุคคล หากขายคริปโตฯ แล้วเกิดผลขาดทุน สามารถนำผลขาดทุนนั้นมาหักกลบลบกำไรในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้ ซึ่งจุดนี้จะต่างจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่กฎหมายมีข้อจำกัดและเข้มงวดกว่ามาก

ข้อควรระวังเรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
การทำธุรกรรมคริปโตฯ มีความเกี่ยวพันกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ปัจจุบันภาครัฐมีการผ่อนปรนและยกเว้น VAT สำหรับการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัลที่กระทำผ่าน Exchange (ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล) ที่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต. อย่างไรก็ตาม บริษัทควรติดตามอัปเดตข้อกฎหมายอย่างใกล้ชิด เพราะกฎเกณฑ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

การลงทุนมีความเสี่ยง และการลงบัญชีคริปโตฯ ก็มีความซับซ้อนค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการตีราคาหรือการรับรู้รายการ ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มโอนเงินบริษัทไปลงทุน ควรปรึกษาผู้สอบบัญชี (CPA) และนักบัญชีของบริษัทเพื่อวางระบบการจัดเก็บข้อมูล ประวัติการทำธุรกรรม และหลักฐานการประเมินมูลค่าให้ถูกต้องตั้งแต่แรกครับ
